ความแตกต่างของสถานที่กักตัว

สถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ยังคงมีความรุนแรง โดยเฉพาะกับระลอกนี้ที่เชื้อไวรัสได้กลายพันธุ์ โดยเวลานี้ในประเทศไทยมีอยู่ 4 สายพันธุ์ คือ



Alpha (อัลฟา) ตรวจพบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร, เบตา (Beta (เบตา) ตรวจพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้, Gamma (แกมมา) ตรวจพบครั้งแรกในบราซิล และ Delta (เดลตา) ตรวจพบครั้งแรกในอินเดีย



ณ ตอนนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อทะลุวันละหมื่นคนไปแล้ว จึงเป็นสาเหตุให้ต้องมีที่กักตัว โดยสาธารณสุขกำหนดแนวทางปฏิบัติ มาตรการ หลักเกณฑ์ วิธีการ หรือแนวทางการดำเนินเพื่อการควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดเพิ่มเติม โดยมีทั้งหมด 5 ประเภท คือ



Home Isolation



เป็นการให้ผู้ติดโควิด 19 รักษาตัวที่บ้าน โดยแนวทางนี้จะช่วยให้โรงพยาบาลสนาม สามารถบริหารจัดการเตียงให้กับผู้ป่วยที่มีอาการหนักได้ โดยให้กลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ สามารถกักตัวรักษาได้ที่บ้าน ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และพยาบาล



โดยผู้ป่วยที่เข้าข่ายต้องเป็นผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจะเป็นผู้ป่วยที่มีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ แต่ต้องยินยอมแยกตัวในที่พักของตนเองอย่างเคร่งครัด



หากไม่มีอาการ แพทย์จะสั่งจ่ายยาฟ้าทลายโจร แต่ถ้าเริ่มมีอาการ หรือมีโรคประจำตัวที่สามารถควบคุมได้ แพทย์จะสั่งจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ส่งที่บ้าน ส่งอาหารให้ผู้ป่วยที่บ้าน 3 มื้อ ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ทางโรงพยาบาลจะเบิกจ่ายกับ สปสช. โดยเป็นค่าอุปกรณ์ไม่เกิน 1,100 บาท และค่าดูแลผู้ป่วยรวมอาหาร 3 มื้อ ไม่เกิน 1,000 บาทต่อวัน



Home Quarantine



เป็นการกักตัวเองให้อยู่แต่ในบ้าน กับผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อ หรือ สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง และแยกจากผู้อื่นภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ควบคุมโรคเป็นระยะเวลา 14 วัน เนื่องจากเตียงให้การรับรองผู้ป่วยนั้นไม่เพียงพอ ซึ่งทำเหมือนกับต่างประเทศ หากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง



ผู้ถูกกักกันต้องไม่ออกจากที่พักอาศัยเป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน นับจากวันเดินทางมาจากพื้นที่ระบาด ซึ่งหมายความว่า ผู้ถูกกักกันจะต้องหยุดเรียน หยุดงาน และไม่เดินทางออกนอกบ้านเพื่อวัตถุประสงค์ใดๆ ก็ตาม



หากมีอุณหภูมิในร่างกายตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โดยเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจะติดตามอาการผู้ถูกกักกันในตอนเช้าของทุกวัน รวมทั้งประสานงานส่งต่อกรณีพบว่ามีอาการป่วย



Hospitel



มาจากคำว่า Hospital บวกกับ Hotel ซึ่งเอาไว้ใช้กับผู้ป่วยเฉพาะกิจ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการน้อยหรือไม่รุนแรง โดยปรับเปลี่ยนโรงแรมให้เป็นพื้นที่เฝ้าระวังอาการ เพื่อให้ทางโรงพยาบาลสามารถรองรับผู้ป่วยหนักได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ



ยังเป็นการดึง “ผู้ประกอบการโรงแรม” หลายแห่ง เพื่อปรับเป็น “Hospitel” (ฮอสพิเทล) หรือ “หอผู้ป่วยติดโรคโควิด-19 เฉพาะกิจ” และเป็นการช่วยพลิกวิกฤตของโรงแรมต่างๆ ซึ่งไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศได้ โดยจะปลอดภัยมากกว่าการไปโรงพยาบาลสนาม เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีการกักตัวแบบคนเดียว นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ป่วยทั่วไปในโรงพยาบาลไม่เสี่ยง มีเตียงเพียงพอ



Hospitel มีระบบดูแลรักษาพยาบาลเบื้องต้น และระบบสำคัญๆ ของโรงพยาบาล ควบคุมการติดเชื้อ เพื่อป้องกันการระบาด สู่บุคคลภายนอก ขณะเดียวกันกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จะตรวจประเมินมาตรฐาน ทั้งด้านโครงสร้าง สิ่งแวดล้อม การกำจัดขยะ น้ำเสีย ไม่มีผลกระทบต่อชุมชน มีการจัดบริการทางการแพทย์ตามมาตรฐาน



Hospital



หลังจากที่มีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่โรงพยาบาลหรือหน่วยงานที่รับตรวจหาเชื้อโควิดแล้ว หากผลตรวจออกมาพบว่าติดเชื้อโควิด โรงพยาบาลหรือหน่วยงานนั้น จะโทรติดต่อกลับมาแจ้งผล เพื่อให้ผู้ติดเชื้อนั้นทำการกักตัวแยกจากผู้อื่น และควรชี้แจงไทม์ไลน์ของตัวเองในช่วง 14 วันก่อน ให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือเคยใกล้ชิดกันในช่วงเหล่านี้ทราบ เพื่อที่จะได้เข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิดและกักตัวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดต่อไป



โดยปกติแล้ว หากมีการแจ้งผลว่าติดเชื้อโควิด-19 ทางโรงพยาบาลที่รับเรื่อง จะส่งรถพยาบาลมารับผู้ป่วยเพื่อไปทำการรักษาภายใน 1-2 วัน แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 วันละหลายหมื่นคนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเตียงผู้ป่วยโควิดในประเทศไทยต่อจำนวนผู้ป่วยนั้นไม่เพียงพอแล้วในตอนนี้



ในกรณีที่เตียงไม่พอ โทร 1330 (สำนักงานหลักประกันสุขภาพ), 1668 (กรมการแพทย์) หรือ 1669 (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) เพื่อแจ้งรายละเอียดและเบอร์โทรศัพท์ของตน หรือกรอกข้อมูลในไลน์ @sabaideebot (สบายดีบอต)



Field Hospital



โรงพยาบาลสนาม เป็นสถานที่ที่จัดขึ้นมาให้รองรับจำนวนผู้เข้ารับการรักษาได้ทีละจำนวนมาก โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมการแพทย์ และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ปัจจุบันเริ่มจัดตั้งในแต่ละจังหวัดต่างๆ เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น



ไม่เหมาะกับผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และ ไม่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้ป่วยเด็ก ผู้สูงอายุ ที่สำคัญผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสนาม ดูแลรักษาได้โดยวิธีการพูดคุยกับคุณหมอผ่านกล้อง (Telemedicine & Care) และหากมีอาการหนักต้องนำส่งโรงพยาบาลเครือข่าย



และจากการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทำให้ รัฐบาล ได้เพิ่มโรงพยาบาลสนามในหลายแห่ง พร้อมกับขอสนับสนุนกำลังบุคลากรทางด้านสาธารณสุขในส่วนของแพทย์เฉพาะทาง แพทย์จบใหม่ และพยาบาล มาช่วยดูแลผู้ป่วยโควิด-19 อีกด้วย

“FAKE NEWS” ช่องโหว่ของข่าวจริง!​

ปัจจุบันเราสามารถรับข่าวสารได้หลากหลายช่องทาง โดยเฉพาะช่องทางอินเทอร์เน็ตเพราะความสะดวกรวดเร็วในการรับและส่งข่าวสารต่อๆ กันผ่านอุปกรณ์สื่อสาร ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับยุคนี้



การใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนจำนวนมาก อันเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับผู้ไม่ประสงค์ดีในการโน้มน้าวชักจูงหรือโฆษณาชวนเชื่อด้วยการสร้างเนื้อหาทำลายฝ่ายตรงข้าม สร้างความแตกแยก ชิงชัง จนเกิดความเข้าใจผิดหรือให้ความรู้ที่บิดเบือน



ในปัจจุบันคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของไวรัสโควิด-19 ที่อาจจะมีการบิดเบือนในด้านข่าวสาร จนทำให้เกิดความสับสนต่อผู้เสพข่าวสาร ปัจจุบันมีผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมากจึงเกิดการแพร่ข่าวปลอมโดยผู้ส่งสาร หรือผู้อ่านไม่ได้ตรวจสอบข่าวสารนั้นแล้วทำการส่งต่อไปเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดการกระจายข่าวสู่ผู้อื่นอย่างรวดเร็ว



เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า "FAKE NEWS" (เฟคนิวส์) หรือเป็นข่าวปลอมที่แชร์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และแอปพลิเคชันไลน์ โดยข้อความหรือข่าวเหล่านี้สามารถสร้างความเข้าใจผิดและความเสียหายแก่บุคคลที่ถูกพาดพิงและสังคมได้ การกระจายข่าวปลอมมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและสามารถกระจายข่าวไปยังกลุ่มคนจำนวนมาก



ตามข้อมูลนั้น "FAKE NEWS" (เฟคนิวส์) สามารถเข้าถึงผู้ที่อ่านได้มากกว่าข่าวจริงถึง 6 เท่า การแพร่ข่าวปลอมอย่างรวดเร็วสู่คนจำนวนมากมีเป้าหมาย คือ การทำให้ผู้รับสารเข้าใจข้อมูลที่ผิดบิดเบือนซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด เพราะสิ่งที่ตามมาคือ ผู้รับสารไม่สามารถแยกแยะข้อมูลข่าวสารได้ว่าข่าวไหนเท็จจริงหรือข่าวไหนปลอม เพราะข่าวปลอมบางข้อความอ้างอิงถึงบุคคลหรือแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ จนบางครั้งเกิดขึ้นเพียงเพื่อใส่ร้ายหรือบิดเบือนข้อมูลบางอย่าง และบุคคลที่หลงเชื่อข่าวปลอมเหล่านั้นจะส่งต่อไปยังบุคคลอื่น ต่อ ๆ กัน จึงอาจส่งผลทำให้เกิดการเข้าใจผิดที่ขยายวงกว้าง



สิ่งนี้เป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ แม้กระทั่งการสร้างภาพการ์ตูนด้านลบ หรืออินโฟกราฟฟิคด้านลบของบุคคลหรือสถาบันใดสถาบันหนึ่งขึ้นมาลงสื่อสังคมโซเชียลอย่างต่อเนื่อง และเผยแพร่ออกไปเป็นระยะๆ ในเวลาที่ค่อนข้างยาว เช่น หลายเดือน หรือ เป็นปี เพื่อตอกย้ำภาพด้านลบของบุคคลหรือสถาบันนั้นๆ โดยมีเป้าหมายให้คนที่ได้เห็นภาพการ์ตูน หรืออินโฟกราฟฟิค ดังกล่าว เกิดความเชื่อทีละเล็กทีละน้อยสะสมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นความเชื่ออย่างถาวร



โดย ดร.ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity จะให้คำอธิบายในเรื่องดังกล่าว ผ่านทางงานสัมมนากับ PADA Online ผ่านทาง Zoom ในวันพุธที่ 21 กรกฎาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

6G ผู้เปลี่ยนโฉมหน้าโลก​

5G ที่หลายคนใจจดใจจ่อรอคอยนั้น อาจเป็นเพียงความเร็วที่เพิ่มขึ้น แต่ 6G จะเป็น Game Changer ที่จะพลิกโลกและเปลี่ยนบริการของเทคโนโลยีไปอย่างสิ้นเชิง

Cryptojacking

เมื่อ Cryptocurrency เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นการลงทุนโลกดิจิทัลยิ่งน่ากลัวและแสนอันตรายมากขึ้นเช่นกัน ทำให้การโจมตีด้วย Ransomware แบบเดิมไม่สัมฤทธิ์ผลตามที่แฮกเกอร์คาดหวัง จึงทำให้นักแฮกเกอร์เปลี่ยนเป้าหมายไปที่ CPU ในคอมพิวเตอร์ของเราแทน หรือเรียกการโจรกรรมในกระบวนการดังกล่าวว่า “Cryptojacking”

Disney+ Hotstar​ ทำลายล้างสตรีมมิ่งโลก

            สัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่สร้างความฮือฮาธุรกิจออนไลน์สตรีมมิ่ง คงจะหนีไม่พ้น การเปิดตัว Disney+ Hotstar โดย Hotstar ซึ่งเป็นบริการสตรีมมิ่งในเครือ 21st Century Fox ที่ถูกใช้เป็นกลไกขยายบริการสตรีมมิ่งสู่หลายภูมิภาค มีการเก็บค่าบริการเป็นรายเดือน / รายปี มีคอนเทนต์ชื่อดังระดับโลกทั้งซีรีส์, ภาพยนตร์ และรายการอื่น ๆ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคอนเทนต์จากค่าย Disney ที่บางคนยังเข้าใจว่าจะมีเฉพาะหนังการ์ตูน หรือหนังเน้นเด็กๆ ดูเท่านั้น                        ในวันนี้เราจะมาดูกันว่า Disney+ Hotstar จะก้าวมาพิฆาตคู่แข่งในเมืองไทยได้อย่างไร เปิดตัวเพื่อพิฆาตคู่แข่ง?                  การมาของ Disney+ Hotstar ทำให้การแข่งขันธุรกิจโทรคมนาคมมีมิติขึ้น ทำให้ คิดค่าสมาชิก 799 บาท/ปี (เฉลี่ยเดือนละ 67 บาท) แต่ถ้าใช้เครือข่าย AIS คิดค่าบริการเพียง 35 บาท/เดือน (จากปกติ 99 บาท) ได้นานสูงสุดถึง 12 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นการตัดราคาคู่แข่งเหมือนกัน                        กลยุทธ์การตั้งราคาแบบนี้ เรียกว่า การตั้งราคาเจาะตลาด หรือ Penetration Pricing ซึ่งใช้วิธีตั้งราคาสินค้าหรือบริการ ด้วยราคาที่ต่ำในช่วงแรก ที่สินค้าและบริการเข้าสู่ตลาด เพื่อหวังใช้ราคาที่ต่ำ ดึงดูดให้ลูกค้ากลุ่มใหญ่ เปิดใจ หันมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการของแบรนด์ ​เพราะเชื่อว่า หากลูกค้าได้มีโอกาสทดลองใช้สินค้าหรือบริการ ก็มีโอกาสที่จะกลายมาเป็นลูกค้าในระยะยาว อีกอย่าง Disney+ คนทั้งโลกรู้จัก และคุ้นเคยกับผลงานของ Disney อยู่แล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ Disney มาลุยตลาดสตรีมมิ่งในไทย ดังนั้นเพื่อหวังให้ผู้ชมที่อาจจะเป็นสมาชิกของสตรีมมิ่งอื่น เปลี่ยนใจมาหา Disney+ Hotstar จึงต้องสู้ด้วยการตั้งราคา ที่เห็นแล้วไม่ต้องลังเล แต่อยากกดสมัครเลยทันที สร้างคุณค่าให้ตัวเองอย่างไร?                Disney+ Hotstar รวบรวมคอนเทนต์ในเครือของ Pixar, Marvel, Star Wars และ National Geographic โดยจะเปิดให้ผู้สนใจสมัครสมาชิกและเรียกเก็บค่าบริการรายเดือนตามแพ็กเกจต่างๆ และสามารถรับชมผ่านอุปกรณ์รองรับที่หลากหลาย เช่น สมาร์ทโฟน, สมาร์ททีวี, iPad, เว็บบราวเซอร์ ฯลฯ          ความโดดเด่นของพวกเขาอยู่ที่ภาพยนตร์และซีรีส์แฟรนไชส์คลาสสิกสุดฮิตที่ครองใจคนทั่วโลก โดยเฉพาะรูปแบบคอนเทนต์ออริจินัลที่ทาง Disney ถือครองลิขสิทธิ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นแอนิเมชันจากสตูดิโอ Pixar, ภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ในจักรวาลของ Marvel และคอลเลกชั่น พิเศษ Star Wars รวมถึงสารคดีจาก National Geographic ซึ่ง Disney Plus ต้องการเจาะกลุ่มเด็ก ครอบครัว และฐานแฟนๆ ที่เหนียวแน่น เหตุใดถึงเปิดสงครามกับ NETFLIX                   Netflix (เน็ตฟลิ๊กซ์) เป็นสถานที่แรกที่รับชมภาพยนตร์ของ Disney ด้วยบริการ Subscription นั่นหมายความว่า Netflix เป็นแหล่งรวบรวมหนังบล็อกบัสเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด แต่ในปลายปี 2019 คอนเทนต์จากทางดิสนีย์ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มหายไปจากแพลตฟอร์มของ Netflix                    ในเดือน ก.พ.2019 Disneyตัดสินใจที่จะไม่ต่อสัญญากับ Netflix เนื่องจากวางแผนที่จะทำบริการสตรีมมิ่งของตนเอง เริ่มต้นด้วยการสร้างภาพยนตร์ Disney ในปี 2019 ซึ่งภาพยนตร์ทั้งหมดถูกกำหนดให้ปล่อยสตรีมบน Disney Plus เช่น Captain Marvel ซึ่งเป็นภาพยนตร์ภาคแรกของดิสนีย์ ที่จะปล่อยสตรีมใน Disney Plus เป็นที่แรก                       อย่างไรก็ตาม Netflix เร่งผลิตออริจินัลคอนเทนต์ของตัวเองมานานแล้ว โดยในปี 2018 ได้มีการลงทุนไปกับออนิจินัลคอนเทนต์กว่า 12 พันล้านเหรียญ และที่น่าจับตาคือ Netflix กำลังเร่งทำอนิเมะของตัวเองในเดือน มี.ค.2019 หรือ 1 เดือนหลังจากแยกทางกับ Disney ทาง Netflix ได้เซ็นสัญญากับสตูดิโอแอนิเมชั่นสัญชาติญี่ปุ่น อย่าง Anima, Sublimation และ David Production เพิ่มจากสองพันธมิตรก่อนหน้าอย่าง Production I.G และ Bones ซึ่งนี่จะเป็นการเปิดให้เหล่า creator ได้มีอิสะในการสร้างคอนเทนต์                      หลายคนอาจจะมองว่า Netflix ได้เปรียบตรงที่เปิดให้บริการใน 190 ประเทศ จากทั้งหมด 195 ประเทศทั่วโลก ซึ่งการที่หันมาสร้าง อนิเมะก็อาจทำให้ได้ฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น แต่เดี๋ยวก่อน …!!!                      การที่ Disney พ่วงท้ายชื่อด้วย ซึ่ง Hotstar นั้น พวกเขามองว่านี่คือค่ายที่บริการ Video on Demand (วิดีโอ ออน ดีมานด์) ในอินเดีย โดยมี Fox หรือค่าย Twenty Century Fox ที่คุ้นเคยกันดีเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จากนั้นในปี 2019 Disney ก็เข้าซื้อกิจการของ Fox ด้วยมูลค่า 7.13 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท ทำให้ Disney เป็นเจ้าของ Hotstar ด้วย                    ซึ่ง Hotstar ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จ โดยมีผู้ใช้กว่า 300 ล้านคน ทำให้ Disney จึงสานต่อความสำเร็จโดยนำชื่อมาห้อยท้ายโดยจะใช้ชื่อ Disney+ Hotstar ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ก่อนที่จะมาเผยแพร่ในเมืองไทย วันที่ 30 มิ.ย.นี้ เรื่องราคา คือ องค์ประกอบสำคัญ                     เอไอเอสเอง ได้จัดฉลองการทำของ Disney+ ในประเทศไทย แค่เดือนละ 35 บาท (จากปกติเดือนละ99 บาท) นาน 12 เดือน ฟรีอีก 1 เดือน รวมเป็น 13 เดือน ถ้าสมัครวันที่ 8-27 มิ.ย. โดยราคา 35 บาทต่อเดือน ก็ประมาณวันละบาทนิด ๆ (1 บัญชีดูได้สูงสุด 2 อุปกรณ์) ราคานี้แค่ดูหนังเดือนละเรื่องก็คุ้มแล้ว!                       ผิดกับราคาสูงสุดของ Netflix ที่ 419 บาท ซึ่งเป็นแบบแพ็คเกจพรีเมียม แต่ดูได้กับทุกอุปกรณ์พร้อมกัน 4 หน้าจอ บนความชัดระดับ 4K+HDR และโหลดไว้ดูออฟไลน์ได้ 4 เครื่องเท่านั้น                    ในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ จะเป็นครั้งแรกที่ Disney+ Hotstar ปรากฏกายในประเทศไทย แน่นอนว่าย่อมได้รับความสนใจอย่างมาก กับสตรีมมิ่งระดับโลก ซึ่งจะสร้างความตื่นตะลึงได้มากเพียงใด อย่าลืมติดตามกัน ​

Unicorn คืออะไร?

                    ในวงการธุรกิจสตาร์ทอัพ เป้าหมายที่สำคัญอย่างหนึ่งของเหล่าสตาร์ทอัพก็คงหนีไม่พ้นการเป็น Unicorn (ยูนิคอร์น) ให้ได้ หลายคงเคยได้ยินคำว่า “อยากเป็น Unicorn” แต่ว่าการเป็น Unicorn ในวงการสตาร์ทอัพคืออะไร?                       คำว่า Unicorn หมายถึง ธุรกิจ Startup ที่มีมูลค่าบริษัทฯ มากกว่า 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ               ในต่างประเทศเราจะเห็น Startup ชื่อดังใน Sillicon Valley ประเทศสหรัฐอเมริกา อย่าง Uber, Airbnb หรือ Snapchat เป็นต้น             ปัจจุบันก็มีสตาร์ทอัพจากจีน อย่าง Xiaomi หรือ Didi Chuxing ผู้ให้บริการเรียกแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่นรายใหญ่ในจีน ที่ได้ผ่านจุดประสบความสำเร็จเป็น Unicorn กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว                         นอกจากคำว่า Unicorn ยังมีคำว่า Centaur (เซนทอร์) หมายถึงธุรกิจที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  มากไปกว่านั้นยังมีคำว่า Decacorn (เดเคคอร์น) คือสตาร์ทอัพที่มีมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ Hectocorn (เฮกโตคอร์น) คือสตาร์ทอัพที่มีมูลค่ามากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ                        ในประเทศไทย ที่สร้างกระแสครึกโครมเป็นอย่างมาก เมื่อ Flash (แฟลช) ผู้ให้บริการ E-Commerce (อี-คอมเมิร์ซ) ครบวงจร ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นการระดมทุนในรอบซีรีส์ E มูลค่า 150 ล้านเหรียญ สหรัฐฯ หรือราว 4,700 ล้านบาทไปหมาดๆ กลายเป็นสตาร์ตอัพไทยรายแรกที่มีมูลค่าบริษัทเกิน 1,000 ล้านเหรียญฯ หรือมากกว่า 30,000 ล้านบาท คว้าตำแหน่งสตาร์ตอัพยูนิคอร์นรายแรกของประเทศไทยไปครอง                    Flash ก่อตั้งโดย คุณคมสันต์ ลี วัย 30 ปี ใช้เวลาเพียง 3 ปี จ่อประชิดหายใจรดต้นคอผู้ให้บริการรุ่นคุณปู่อย่างบริษัทไปรษณีย์ไทย และรุ่นคุณพี่อย่าง Kerry ด้วยกลยุทธ์ถล่มราคา คิดค่าส่งต่ำสุด 9 บาท (ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์) แถมให้บริการครบครัน 7 วันไม่มีหยุด นอกเหนือจากการสร้างสรรค์นวัตกรรมบริการใหม่ๆเพื่อซื้อใจลูกค้า เช่น นโยบายเข้ารับพัสดุฟรีถึงหน้าบ้านตั้งแต่ชิ้นแรก ตลอด 365 วัน ไม่บวกเพิ่ม ไม่มีขั้นต่ำ และไม่มีวันหยุด หรือการคิดราคาแบบใหม่          ไม่เพียงเท่านั้น Flash ยังเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนรายใหญ่ทั้งไทยและเทศ เล็งเห็นถึงศักยภาพอัดฉีดเงินเข้ามาร่วมลงทุน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารไทยพาณิชย์ กลุ่ม ปตท. กรุงศรีกรุ๊ป กลุ่มกระทิงแดง ตลอดจนกลุ่มทุนใหญ่จากจีนและสิงคโปร์ จนแฟลชทะยานสู่การเป็นยูนิคอร์นไทยรายแรก                  อย่างไรก็ตามก็มีบางธุรกิจที่มองว่า Unicorn ไม่ใช่เส้นชัยสำหรับพวกเขา นั่นคือ LINE MAN Wongnai ที่เกิดจากการผนึกกำลังกันของ Wongnai (วงใน) และ LINE MAN (ไลน์แมน) เมื่อปี 2020 แต่สามารถปูพรมให้บริการส่งอาหารครบทั้งประเทศไทย 77 จังหวัดโดยมีการเปิดเผยจาก คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผ่านทาง POSITIONING เกี่ยวกับเรื่องการไม่จำเป็นต้องเป็น Unicorn ว่า “การเป็น Unicorn ไม่ได้สำคัญขนาดนั้นสำหรับคนในองค์กรและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งพาร์ตเนอร์คนขับ พาร์ตเนอร์ร้านอาหาร เพราะเขาคิดแค่ทำยังไงให้มีรายได้มากขึ้น ทำยังไงให้ผู้ใช้กลับมาใช้งานซ้ำ ดังนั้น  Unicorn เป็นแค่ทางผ่าน โดยเราต้องการเป็นผู้เล่นสัญชาติไทยที่ยืนอยู่ในตลาด”                    การที่ Startup สามารถอัพเกรดไปให้ถึงระดับ Unicorn ไม่ได้ประโยชน์แค่ตัวบริษัทเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงศักยภาพของการทำธุรกิจที่เน้นการเติบโตเร็ว ถ้า Startup ไทยทำได้ การมีบริษัทมูลค่ามหาศาลขนาดนี้ จะดึงดูดให้เหล่านักลงทุนต่างประเทศเข้ามา ทั้งยังช่วยต่อยอดให้ธุรกิจอื่น ๆ พัฒนาไปด้วย สร้างงาน สร้างรายได้เข้าประเทศได้มากมาย                        หาก Startup ไทยปลดล็อคแนวคิดนี้ได้ อีกไม่นานเกินรอเราคงได้เห็น Unicorn เกิดขึ้นอีกมากมายในประเทศไทย แน่นอน

...
...

©2021 PadaAcademy. All right reserved.

คอนเนคชั่น,สร้าง Connection,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง,สมาคมตำรวจ,หลักสูตร Mini MBA ระยะสั้น,

PADA Academy

ระยะสั้น,หลักสูตรสําหรับผู้บริหาร,หลักสูตรนักบริหารระดับสูง
,หลักสูตรสําหรับผู้บริหาร,หลักสูตรนักบริหารระดับสูง
คอนเนคชั่น,สร้าง Connection,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง,สมาคมตำรวจ
ผู้บริหารยุคใหม่,เพื่อนตำรวจ
หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง,สมาคมตำรวจ,หลักสูตร Mini MBA ระยะสั้น