สัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่สร้างความฮือฮาธุรกิจออนไลน์สตรีมมิ่ง คงจะหนีไม่พ้น การเปิดตัว Disney+ Hotstar โดย Hotstar ซึ่งเป็นบริการสตรีมมิ่งในเครือ 21st Century Fox ที่ถูกใช้เป็นกลไกขยายบริการสตรีมมิ่งสู่หลายภูมิภาค มีการเก็บค่าบริการเป็นรายเดือน / รายปี มีคอนเทนต์ชื่อดังระดับโลกทั้งซีรีส์, ภาพยนตร์ และรายการอื่น ๆ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคอนเทนต์จากค่าย Disney ที่บางคนยังเข้าใจว่าจะมีเฉพาะหนังการ์ตูน หรือหนังเน้นเด็กๆ ดูเท่านั้น

     ในวันนี้เราจะมาดูกันว่า Disney+ Hotstar จะก้าวมาพิฆาตคู่แข่งในเมืองไทยได้อย่างไร

 

เปิดตัวเพื่อพิฆาตคู่แข่ง?

     การมาของ Disney+ Hotstar ทำให้การแข่งขันธุรกิจโทรคมนาคมมีมิติขึ้น ทำให้ คิดค่าสมาชิก 799 บาท/ปี (เฉลี่ยเดือนละ 67 บาท) แต่ถ้าใช้เครือข่าย AIS คิดค่าบริการเพียง 35 บาท/เดือน (จากปกติ 99 บาท) ได้นานสูงสุดถึง 12 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นการตัดราคาคู่แข่งเหมือนกัน

          กลยุทธ์การตั้งราคาแบบนี้ เรียกว่า การตั้งราคาเจาะตลาด หรือ Penetration Pricing ซึ่งใช้วิธีตั้งราคาสินค้าหรือบริการ ด้วยราคาที่ต่ำในช่วงแรก ที่สินค้าและบริการเข้าสู่ตลาด เพื่อหวังใช้ราคาที่ต่ำ ดึงดูดให้ลูกค้ากลุ่มใหญ่ เปิดใจ หันมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการของแบรนด์ ​เพราะเชื่อว่า หากลูกค้าได้มีโอกาสทดลองใช้สินค้าหรือบริการ ก็มีโอกาสที่จะกลายมาเป็นลูกค้าในระยะยาว อีกอย่าง Disney+ คนทั้งโลกรู้จัก และคุ้นเคยกับผลงานของ Disney อยู่แล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ Disney มาลุยตลาดสตรีมมิ่งในไทย ดังนั้นเพื่อหวังให้ผู้ชมที่อาจจะเป็นสมาชิกของสตรีมมิ่งอื่น เปลี่ยนใจมาหา Disney+ Hotstar จึงต้องสู้ด้วยการตั้งราคา ที่เห็นแล้วไม่ต้องลังเล แต่อยากกดสมัครเลยทันที

 

สร้างคุณค่าให้ตัวเองอย่างไร?

      Disney+ Hotstar รวบรวมคอนเทนต์ในเครือของ Pixar, Marvel, Star Wars และ National Geographic โดยจะเปิดให้ผู้สนใจสมัครสมาชิกและเรียกเก็บค่าบริการรายเดือนตามแพ็กเกจต่างๆ และ สามารถรับชมผ่านอุปกรณ์รองรับที่หลากหลาย เช่น สมาร์ทโฟน, สมาร์ททีวี, iPad, เว็บบราวเซอร์ ฯลฯ

          ความโดดเด่นของพวกเขาอยู่ที่ภาพยนตร์และซีรีส์แฟรนไชส์คลาสสิกสุดฮิตที่ครองใจคนทั่วโลก โดยเฉพาะรูปแบบคอนเทนต์ออริจินัลที่ทาง Disney ถือครองลิขสิทธิ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นแอนิเมชันจากสตูดิโอ Pixar, ภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ในจักรวาลของ Marvel และคอลเลกชั่น พิเศษ Star Wars รวมถึงสารคดีจาก National Geographic ซึ่ง Disney Plus ต้องการเจาะกลุ่มเด็ก ครอบครัว และฐานแฟนๆ ที่เหนียวแน่น

 

เหตุใดถึงเปิดสงครามกับ NETFLIX

               Netflix (เน็ตฟลิ๊กซ์) เป็นสถานที่แรกที่รับชมภาพยนตร์ของ Disney ด้วยบริการ Subscription นั่นหมายความว่า Netflix เป็นแหล่งรวบรวมหนังบล็อกบัสเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด แต่ในปลายปี 2019 คอนเทนต์จากทางดิสนีย์ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มหายไปจากแพลตฟอร์มของ Netflix

              ในเดือน ก.พ.2019 Disneyตัดสินใจที่จะไม่ต่อสัญญากับ Netflix เนื่องจากวางแผนที่จะทำบริการสตรีมมิ่งของตนเอง เริ่มต้นด้วยการสร้างภาพยนตร์ Disney ในปี 2019 ซึ่งภาพยนตร์ทั้งหมดถูกกำหนดให้ปล่อยสตรีมบน Disney Plus เช่น Captain Marvel ซึ่งเป็นภาพยนตร์ภาคแรกของดิสนีย์ ที่จะปล่อยสตรีมใน Disney Plus เป็นที่แรก

            อย่างไรก็ตาม Netflix เร่งผลิตออริจินัลคอนเทนต์ของตัวเองมานานแล้ว โดยในปี 2018 ได้มีการลงทุนไปกับออนิจินัลคอนเทนต์กว่า 12 พันล้านเหรียญ และที่น่าจับตาคือ Netflix กำลังเร่งทำอนิเมะของตัวเองในเดือน มี.ค.2019 หรือ 1 เดือนหลังจากแยกทางกับ Disney ทาง Netflix ได้เซ็นสัญญากับสตูดิโอแอนิเมชั่นสัญชาติญี่ปุ่น อย่าง Anima, Sublimation และ David Production เพิ่มจากสองพันธมิตรก่อนหน้าอย่าง Production I.G และ Bones ซึ่งนี่จะเป็นการเปิดให้เหล่า creator ได้มีอิสะในการสร้างคอนเทนต์

        หลายคนอาจจะมองว่า Netflix ได้เปรียบตรงที่เปิดให้บริการใน 190 ประเทศ จากทั้งหมด 195 ประเทศทั่วโลก ซึ่งการที่หันมาสร้าง อนิเมะก็อาจทำให้ได้ฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น แต่เดี๋ยวก่อน …!!!

              การที่ Disney พ่วงท้ายชื่อด้วย ซึ่ง Hotstar นั้น พวกเขามองว่านี่คือค่ายที่บริการ Video on Demand (วิดีโอ ออน ดีมานด์) ในอินเดีย โดยมี Fox หรือค่าย Twenty Century Fox ที่คุ้นเคยกันดีเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จากนั้นในปี 2019 Disney ก็เข้าซื้อกิจการของ Fox ด้วยมูลค่า 7.13 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท ทำให้ Disney เป็นเจ้าของ Hotstar ด้วย

              ซึ่ง Hotstar ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จ โดยมีผู้ใช้กว่า 300 ล้านคน ทำให้ Disney จึงสานต่อความสำเร็จโดยนำชื่อมาห้อยท้ายโดยจะใช้ชื่อ Disney+ Hotstar ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ก่อนที่จะมาเผยแพร่ในเมืองไทย วันที่ 30 มิ.ย.นี้

 

เรื่องราคา คือ องค์ประกอบสำคัญ

   เอไอเอสเอง ได้จัดฉลองการทำของ Disney+ ในประเทศไทย แค่เดือนละ 35 บาท (จากปกติเดือนละ 99 บาท) นาน 12 เดือน ฟรีอีก 1 เดือน รวมเป็น 13 เดือน ถ้าสมัครวันที่ 8-27 มิ.ย. โดยราคา 35 บาทต่อเดือน ก็ประมาณวันละบาทนิด ๆ (1 บัญชีดูได้สูงสุด 2 อุปกรณ์) ราคานี้แค่ดูหนังเดือนละเรื่องก็คุ้มแล้ว!

        ผิดกับราคาสูงสุดของ Netflix ที่ 419 บาท ซึ่งเป็นแบบแพ็คเกจพรีเมียม แต่ดูได้กับทุกอุปกรณ์พร้อมกัน 4 หน้าจอ บนความชัดระดับ 4K+HDR และโหลดไว้ดูออฟไลน์ได้ 4 เครื่องเท่านั้น

             ในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ จะเป็นครั้งแรกที่ Disney+ Hotstar ปรากฏกายในประเทศไทย แน่นอนว่าย่อมได้รับความสนใจอย่างมาก กับสตรีมมิ่งระดับโลก ซึ่งจะสร้างความตื่นตะลึงได้มากเพียงใด อย่าลืมติดตามกัน

Disney+ Hotstar​ ทำลายล้างสตรีมมิ่งโลก

            สัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่สร้างความฮือฮาธุรกิจออนไลน์สตรีมมิ่ง คงจะหนีไม่พ้น การเปิดตัว Disney+ Hotstar โดย Hotstar ซึ่งเป็นบริการสตรีมมิ่งในเครือ 21st Century Fox ที่ถูกใช้เป็นกลไกขยายบริการสตรีมมิ่งสู่หลายภูมิภาค มีการเก็บค่าบริการเป็นรายเดือน / รายปี มีคอนเทนต์ชื่อดังระดับโลกทั้งซีรีส์, ภาพยนตร์ และรายการอื่น ๆ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคอนเทนต์จากค่าย Disney ที่บางคนยังเข้าใจว่าจะมีเฉพาะหนังการ์ตูน หรือหนังเน้นเด็กๆ ดูเท่านั้น

                        ในวันนี้เราจะมาดูกันว่า Disney+ Hotstar จะก้าวมาพิฆาตคู่แข่งในเมืองไทยได้อย่างไร

 

เปิดตัวเพื่อพิฆาตคู่แข่ง?

                  การมาของ Disney+ Hotstar ทำให้การแข่งขันธุรกิจโทรคมนาคมมีมิติขึ้น ทำให้ คิดค่าสมาชิก 799 บาท/ปี (เฉลี่ยเดือนละ 67 บาท) แต่ถ้าใช้เครือข่าย AIS คิดค่าบริการเพียง 35 บาท/เดือน (จากปกติ 99 บาท) ได้นานสูงสุดถึง 12 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นการตัดราคาคู่แข่งเหมือนกัน

                        กลยุทธ์การตั้งราคาแบบนี้ เรียกว่า การตั้งราคาเจาะตลาด หรือ Penetration Pricing ซึ่งใช้วิธีตั้งราคาสินค้าหรือบริการ ด้วยราคาที่ต่ำในช่วงแรก ที่สินค้าและบริการเข้าสู่ตลาด เพื่อหวังใช้ราคาที่ต่ำ ดึงดูดให้ลูกค้ากลุ่มใหญ่ เปิดใจ หันมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการของแบรนด์ ​เพราะเชื่อว่า หากลูกค้าได้มีโอกาสทดลองใช้สินค้าหรือบริการ ก็มีโอกาสที่จะกลายมาเป็นลูกค้าในระยะยาว อีกอย่าง Disney+ คนทั้งโลกรู้จัก และคุ้นเคยกับผลงานของ Disney อยู่แล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ Disney มาลุยตลาดสตรีมมิ่งในไทย ดังนั้นเพื่อหวังให้ผู้ชมที่อาจจะเป็นสมาชิกของสตรีมมิ่งอื่น เปลี่ยนใจมาหา Disney+ Hotstar จึงต้องสู้ด้วยการตั้งราคา ที่เห็นแล้วไม่ต้องลังเล แต่อยากกดสมัครเลยทันที

 

สร้างคุณค่าให้ตัวเองอย่างไร?

                Disney+ Hotstar รวบรวมคอนเทนต์ในเครือของ Pixar, Marvel, Star Wars และ National Geographic โดยจะเปิดให้ผู้สนใจสมัครสมาชิกและเรียกเก็บค่าบริการรายเดือนตามแพ็กเกจต่างๆ และสามารถรับชมผ่านอุปกรณ์รองรับที่หลากหลาย เช่น สมาร์ทโฟน, สมาร์ททีวี, iPad, เว็บบราวเซอร์ ฯลฯ

          ความโดดเด่นของพวกเขาอยู่ที่ภาพยนตร์และซีรีส์แฟรนไชส์คลาสสิกสุดฮิตที่ครองใจคนทั่วโลก โดยเฉพาะรูปแบบคอนเทนต์ออริจินัลที่ทาง Disney ถือครองลิขสิทธิ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นแอนิเมชันจากสตูดิโอ Pixar, ภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ในจักรวาลของ Marvel และคอลเลกชั่น พิเศษ Star Wars รวมถึงสารคดีจาก National Geographic ซึ่ง Disney Plus ต้องการเจาะกลุ่มเด็ก ครอบครัว และฐานแฟนๆ ที่เหนียวแน่น

 

เหตุใดถึงเปิดสงครามกับ NETFLIX

                  Netflix (เน็ตฟลิ๊กซ์) เป็นสถานที่แรกที่รับชมภาพยนตร์ของ Disney ด้วยบริการ Subscription นั่นหมายความว่า Netflix เป็นแหล่งรวบรวมหนังบล็อกบัสเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด แต่ในปลายปี 2019 คอนเทนต์จากทางดิสนีย์ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มหายไปจากแพลตฟอร์มของ Netflix

                    ในเดือน ก.พ.2019 Disneyตัดสินใจที่จะไม่ต่อสัญญากับ Netflix เนื่องจากวางแผนที่จะทำบริการสตรีมมิ่งของตนเอง เริ่มต้นด้วยการสร้างภาพยนตร์ Disney ในปี 2019 ซึ่งภาพยนตร์ทั้งหมดถูกกำหนดให้ปล่อยสตรีมบน Disney Plus เช่น Captain Marvel ซึ่งเป็นภาพยนตร์ภาคแรกของดิสนีย์ ที่จะปล่อยสตรีมใน Disney Plus เป็นที่แรก

                       อย่างไรก็ตาม Netflix เร่งผลิตออริจินัลคอนเทนต์ของตัวเองมานานแล้ว โดยในปี 2018 ได้มีการลงทุนไปกับออนิจินัลคอนเทนต์กว่า 12 พันล้านเหรียญ และที่น่าจับตาคือ Netflix กำลังเร่งทำอนิเมะของตัวเองในเดือน มี.ค.2019 หรือ 1 เดือนหลังจากแยกทางกับ Disney ทาง Netflix ได้เซ็นสัญญากับสตูดิโอแอนิเมชั่นสัญชาติญี่ปุ่น อย่าง Anima, Sublimation และ David Production เพิ่มจากสองพันธมิตรก่อนหน้าอย่าง Production I.G และ Bones ซึ่งนี่จะเป็นการเปิดให้เหล่า creator ได้มีอิสะในการสร้างคอนเทนต์

                      หลายคนอาจจะมองว่า Netflix ได้เปรียบตรงที่เปิดให้บริการใน 190 ประเทศ จากทั้งหมด 195 ประเทศทั่วโลก ซึ่งการที่หันมาสร้าง อนิเมะก็อาจทำให้ได้ฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น แต่เดี๋ยวก่อน …!!!

                      การที่ Disney พ่วงท้ายชื่อด้วย ซึ่ง Hotstar นั้น พวกเขามองว่านี่คือค่ายที่บริการ Video on Demand (วิดีโอ ออน ดีมานด์) ในอินเดีย โดยมี Fox หรือค่าย Twenty Century Fox ที่คุ้นเคยกันดีเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จากนั้นในปี 2019 Disney ก็เข้าซื้อกิจการของ Fox ด้วยมูลค่า 7.13 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท ทำให้ Disney เป็นเจ้าของ Hotstar ด้วย

                    ซึ่ง Hotstar ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จ โดยมีผู้ใช้กว่า 300 ล้านคน ทำให้ Disney จึงสานต่อความสำเร็จโดยนำชื่อมาห้อยท้ายโดยจะใช้ชื่อ Disney+ Hotstar ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ก่อนที่จะมาเผยแพร่ในเมืองไทย วันที่ 30 มิ.ย.นี้

 

เรื่องราคา คือ องค์ประกอบสำคัญ

                     เอไอเอสเอง ได้จัดฉลองการทำของ Disney+ ในประเทศไทย แค่เดือนละ 35 บาท (จากปกติเดือนละ99 บาท) นาน 12 เดือน ฟรีอีก 1 เดือน รวมเป็น 13 เดือน ถ้าสมัครวันที่ 8-27 มิ.ย. โดยราคา 35 บาทต่อเดือน ก็ประมาณวันละบาทนิด ๆ (1 บัญชีดูได้สูงสุด 2 อุปกรณ์) ราคานี้แค่ดูหนังเดือนละเรื่องก็คุ้มแล้ว!

                       ผิดกับราคาสูงสุดของ Netflix ที่ 419 บาท ซึ่งเป็นแบบแพ็คเกจพรีเมียม แต่ดูได้กับทุกอุปกรณ์พร้อมกัน 4 หน้าจอ บนความชัดระดับ 4K+HDR และโหลดไว้ดูออฟไลน์ได้ 4 เครื่องเท่านั้น

                    ในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ จะเป็นครั้งแรกที่ Disney+ Hotstar ปรากฏกายในประเทศไทย แน่นอนว่าย่อมได้รับความสนใจอย่างมาก กับสตรีมมิ่งระดับโลก ซึ่งจะสร้างความตื่นตะลึงได้มากเพียงใด อย่าลืมติดตามกัน

 

©2021 PadaAcademy. All right reserved.

คอนเนคชั่น,สร้าง Connection,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง,สมาคมตำรวจ,หลักสูตร Mini MBA ระยะสั้น,

PADA Academy

ระยะสั้น,หลักสูตรสําหรับผู้บริหาร,หลักสูตรนักบริหารระดับสูง
,หลักสูตรสําหรับผู้บริหาร,หลักสูตรนักบริหารระดับสูง
คอนเนคชั่น,สร้าง Connection,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง,สมาคมตำรวจ
ผู้บริหารยุคใหม่,เพื่อนตำรวจ
หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง,สมาคมตำรวจ,หลักสูตร Mini MBA ระยะสั้น