5G ที่หลายคนใจจดใจจ่อรอคอยนั้น อาจเป็นเพียงความเร็วที่เพิ่มขึ้น แต่ 6G จะเป็น Game Changer ที่จะพลิกโลกและเปลี่ยนบริการของเทคโนโลยีไปอย่างสิ้นเชิง

หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทต่อมวลมนุษยชาติอย่างสูงในปัจจุบัน ก็คือ Internet (อินเทอร์เน็ต) เพราะทำให้ชีวิตเกิดความสะดวกมากขึ้น ทั้ง การศึกษา, หาข้อมูล หรือประชุมข้ามประเทศ ซึ่งหลายคนคงจะเคยได้ยินคำว่า 5G กันมาบ้าง โดยคำนี้บ่งบอกถึงความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต รวมทั้งการสร้างการสื่อสารที่มีความรวดเร็วในระดับสูง 

 

แต่รู้หรือไม่ว่า 6G กำลังจะเข้ามาในไม่ช้านี้ แม้จะอยู่ในช่วงของการพัฒนาก็ตาม ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ความเร็วของ 6G จะปรู๊ดปร๊าดกว่า 5G ถึง 8,000 เท่า หรือสามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์รวมกันยาว 142 ชั่วโมง ได้ภายในเวลา 1 วินาที หรือจะเป็นคอนเสิร์ตแบบ 3 มิติ ที่แสดงโชว์สดๆ ได้พร้อมกันทั้งโลก ด้วยการใช้ระบบโฮโลแกรมแบบเสมือนจริง

 

ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งของ 6G ก็คือ เมื่อระบบ AI นั้นทำงานผ่าน Application ไปได้สักพักหนึ่ง มันก็จะเริ่มเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เช่น เรียนรู้เรื่องการขับยานพาหนะ, เรียนรู้เรื่องการทำการเกษตรและเมื่อมันสะสมความรู้ได้มากพอหลังจากนั้นก็จะเกิดการตัดสินใจได้ด้วยตัวเองตามมา

 

ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถสั่งการจากการเรียงลำดับของข้อมูลที่ผ่านเข้ามา พร้อมเลือกการตัดสินใจที่มันคิดว่าดีที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องผ่านการเชื่อมต่อข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมหาศาล และทางระบบก็จะมีการปรับตัวให้เข้ากับการส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น 

 

ยกตัวอย่างเช่น การขับขี่รถยนต์แบบอัตโนมัติด้วย AI ซึ่งสั่งการให้มันขับในเส้นทางเดิมทุกวันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าในวันหนึ่งคุณต้องการที่จะต้องให้มันขับรถออกนอกเส้นทาง คราวนี้ระบบก็จะต้องมีการดึงข้อมูล เพื่อประมวลผลแผนที่พร้อมทั้งคำนวณเส้นทางในการเดินทาง ทำให้เกิดการตัดสินใจในระดับใหญ่ขึ้น ฉะนั้นก็จำเป็นที่จะต้องใช้ความเร็วของอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในปัจจุบันนี้ข้อมูลที่ส่งมานี้จัดเป็นแนวทางในการสร้าง 6g ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริงๆ ก็คงจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์และอำนวยความสบายให้ได้มากขึ้นเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

แต่มีคำถามกลับมาว่า แล้วเราจะได้ใช้ 6G เมื่อไหร่? ... เรื่องนี้มีการคาดการณ์กันว่า เราจะสามารถใช้ 6G ได้ในปี 2030 หรืออีกประมาณ 9 ปีข้างหน้า เพราะถ้ามองกันจริงๆ โลกของเราได้สร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาครั้งแรก ในปี 1980 หรือที่เราเรียกสิ่งนั้นว่า 1G (First Generation)

 

1G ขับเคลื่อนด้วยระบบ Analog นี้ ทำให้โทรศัพท์มือถือในยุคนั้นไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก ความสามารถหลักๆ คือการใช้งานในเรื่องของเสียง (Voice) เท่านั้น คือรองรับเพียงการโทรเข้า และรับสาย ยังไม่รองรับการส่งหรือรับ Data ใดๆ แม้แต่จะส่ง SMS ก็ยังไม่สามารถทำได้ 

 

จากนั้นปี 1990 ก็เป็น 2G (Second Generation) เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบชัดเจน สามารถโทรออกและรับสาย พร้อมกับส่ง SMS, MMS ได้ มีเสียงเรียกเข้าแบบ Polyphonic สามารถรองรับเสียงเรียกเข้าแบบไฟล์ MP3 พร้อมกับเล่นอินเทอร์เน็ตบนมือถือได้ด้วยความเร็ว 70 - 180 kbps

 

ปี 2000 ขยับขึ้นมาเป็น 3G (Third Generation) ยุคที่เริ่มมีการนำไปใช้กับ Smartphone ยุคที่การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้คนสามารถทำได้ง่ายขึ้นและมีข้อจำกัดลดลง โดยสามารถ โทรศัพท์ทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต (Voice Over IP), คุยแบบเห็นหน้า (Video Call), ประชุมทางไกล (Video Conference), ดูทีวีและดูวีดีโอออนไลน์ (Streaming), เล่นเกมออนไลน์ (Online Gaming), ดาวน์โหลดเพลงหรือโปรแกรมต่างๆ ได้เร็วกว่าในยุค 2G มาก และคุณสมบัติในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา (Always On)

 

และปี 2008 พัฒนามาเป็น 4G (Fourth Generation) ยุคที่การรับส่งข้อมูลเพิ่มขึ้นเร็วมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถใช้งานโทรศัพท์มือถือ หรือ Tablet ของคุณได้หลากหลายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การดูไฟล์วีดิโอออนไลน์ด้วยความคมชัด และไม่มีการกระตุก, การสื่อสารข้ามประเทศ อย่างโทรศัพท์แบบเห็นหน้ากันแบบโต้ตอบทันที (Video Call) หรือจะเป็นการประชุมผ่านโทรศัพท์ (Mobile teleconferencing) ก็เป็นเรื่องง่ายขึ้น แถมยังมีค่าใช้จ่ายน้อยลงอีกด้วย 

 

จวบจนปี 2018 ได้ก้าวมาถึงยุค 5G ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า 4G มีความแรงและเร็วกว่า ถึง 20เท่า รองรับผู้ใช้งานได้มากขึ้น 10เท่า การตอบสนองไวขึ้น ความไวระดับ 1ใน1000วินาที เรียกได้ว่าแทบจะทันทีที่เรามีการสั่งงานลงไป อุปกรณ์ที่รับคำสังจะสามารถตอบสนองเราได้โดยไม่รู้สึกถึงความหน่วงเลย

 

โดยจะไม่ได้จำกัดแค่การใช้งานกับอุปกรณ์ Smart Phone, Tablet หรือ Computer แต่จะหมายถึง อุปกรณ์ในยุคนี้ทั้งหมด จะถูกเปลี่ยนแปลงให้รองรับการใช้งาน Data ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นยุคแห่ง IOT  และเมื่ออุปกรณ์ต่างๆ สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ จึงเกิดเป็น Big Data และนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี AI อย่างก้าวกระโดดตามมา

 

เคยมีคำกล่าวเอาไว้ว่า ทุกสิ่งที่มนุษย์จินตนาการได้ สุดท้ายแล้วมนุษย์จะสามารถสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาได้จริงๆ ดังนั้น ไม่ว่าเราจะจินตนาการอะไรอยู่ตอนนี้ ในที่สุด มันก็น่าจะกลายเป็นจริงในที่สุด รวมไปถึงเทคโนโลยีที่เรียกว่า 6G

6G ผู้เปลี่ยนโฉมหน้าโลก​

5G ที่หลายคนใจจดใจจ่อรอคอยนั้น อาจเป็นเพียงความเร็วที่เพิ่มขึ้น แต่ 6G จะเป็น Game Changer ที่จะพลิกโลกและเปลี่ยนบริการของเทคโนโลยีไปอย่างสิ้นเชิง

 

หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทต่อมวลมนุษยชาติอย่างสูงในปัจจุบัน ก็คือ Internet (อินเทอร์เน็ต) เพราะทำให้ชีวิตเกิดความสะดวกมากขึ้น ทั้ง การศึกษา, หาข้อมูล หรือประชุมข้ามประเทศ ซึ่งหลายคนคงจะเคยได้ยินคำว่า 5G กันมาบ้าง โดยคำนี้บ่งบอกถึงความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต รวมทั้งการสร้างการสื่อสารที่มีความรวดเร็วในระดับสูง 

 

แต่รู้หรือไม่ว่า 6G กำลังจะเข้ามาในไม่ช้านี้ แม้จะอยู่ในช่วงของการพัฒนาก็ตาม ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ความเร็วของ 6G จะปรู๊ดปร๊าดกว่า 5G ถึง 8,000 เท่า หรือสามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์รวมกันยาว 142 ชั่วโมง ได้ภายในเวลา 1 วินาที หรือจะเป็นคอนเสิร์ตแบบ 3 มิติ ที่แสดงโชว์สดๆ ได้พร้อมกันทั้งโลก ด้วยการใช้ระบบโฮโลแกรมแบบเสมือนจริง

 

ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งของ 6G ก็คือ เมื่อระบบ AI นั้นทำงานผ่าน Application ไปได้สักพักหนึ่ง มันก็จะเริ่มเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เช่น เรียนรู้เรื่องการขับยานพาหนะ, เรียนรู้เรื่องการทำการเกษตรและเมื่อมันสะสมความรู้ได้มากพอหลังจากนั้นก็จะเกิดการตัดสินใจได้ด้วยตัวเองตามมา

 

ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถสั่งการจากการเรียงลำดับของข้อมูลที่ผ่านเข้ามา พร้อมเลือกการตัดสินใจที่มันคิดว่าดีที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องผ่านการเชื่อมต่อข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมหาศาล และทางระบบก็จะมีการปรับตัวให้เข้ากับการส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น 

ยกตัวอย่างเช่น การขับขี่รถยนต์แบบอัตโนมัติด้วย AI ซึ่งสั่งการให้มันขับในเส้นทางเดิมทุกวันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าในวันหนึ่งคุณต้องการที่จะต้องให้มันขับรถออกนอกเส้นทาง คราวนี้ระบบก็จะต้องมีการดึงข้อมูล เพื่อประมวลผลแผนที่พร้อมทั้งคำนวณเส้นทางในการเดินทาง ทำให้เกิดการตัดสินใจในระดับใหญ่ขึ้น ฉะนั้นก็จำเป็นที่จะต้องใช้ความเร็วของอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในปัจจุบันนี้ข้อมูลที่ส่งมานี้จัดเป็นแนวทางในการสร้าง 6g ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริงๆ ก็คงจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์และอำนวยความสบายให้ได้มากขึ้นเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

 

แต่มีคำถามกลับมาว่า แล้วเราจะได้ใช้ 6G เมื่อไหร่? ... เรื่องนี้มีการคาดการณ์กันว่า เราจะสามารถใช้ 6G ได้ในปี 2030 หรืออีกประมาณ 9 ปีข้างหน้า เพราะถ้ามองกันจริงๆ โลกของเราได้สร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาครั้งแรก ในปี 1980 หรือที่เราเรียกสิ่งนั้นว่า 1G (First Generation)

 

1G ขับเคลื่อนด้วยระบบ Analog นี้ ทำให้โทรศัพท์มือถือในยุคนั้นไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก ความสามารถหลักๆ คือการใช้งานในเรื่องของเสียง (Voice) เท่านั้น คือรองรับเพียงการโทรเข้า และรับสาย ยังไม่รองรับการส่งหรือรับ Data ใดๆ แม้แต่จะส่ง SMS ก็ยังไม่สามารถทำได้ 

จากนั้นปี 1990 ก็เป็น 2G (Second Generation) เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบชัดเจน สามารถโทรออกและรับสาย พร้อมกับส่ง SMS, MMS ได้ มีเสียงเรียกเข้าแบบ Polyphonic สามารถรองรับเสียงเรียกเข้าแบบไฟล์ MP3 พร้อมกับเล่นอินเทอร์เน็ตบนมือถือได้ด้วยความเร็ว 70 - 180 kbps

 

ปี 2000 ขยับขึ้นมาเป็น 3G (Third Generation) ยุคที่เริ่มมีการนำไปใช้กับ Smartphone ยุคที่การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้คนสามารถทำได้ง่ายขึ้นและมีข้อจำกัดลดลง โดยสามารถ โทรศัพท์ทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต (Voice Over IP), คุยแบบเห็นหน้า (Video Call), ประชุมทางไกล (Video Conference), ดูทีวีและดูวีดีโอออนไลน์ (Streaming), เล่นเกมออนไลน์ (Online Gaming), ดาวน์โหลดเพลงหรือโปรแกรมต่างๆ ได้เร็วกว่าในยุค 2G มาก และคุณสมบัติในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา (Always On)

 

และปี 2008 พัฒนามาเป็น 4G (Fourth Generation) ยุคที่การรับส่งข้อมูลเพิ่มขึ้นเร็วมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถใช้งานโทรศัพท์มือถือ หรือ Tablet ของคุณได้หลากหลายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การดูไฟล์วีดิโอออนไลน์ด้วยความคมชัด และไม่มีการกระตุก, การสื่อสารข้ามประเทศ อย่างโทรศัพท์แบบเห็นหน้ากันแบบโต้ตอบทันที (Video Call) หรือจะเป็นการประชุมผ่านโทรศัพท์ (Mobile teleconferencing) ก็เป็นเรื่องง่ายขึ้น แถมยังมีค่าใช้จ่ายน้อยลงอีกด้วย 

 

จวบจนปี 2018 ได้ก้าวมาถึงยุค 5G ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า 4G มีความแรงและเร็วกว่า ถึง 20เท่า รองรับผู้ใช้งานได้มากขึ้น 10เท่า การตอบสนองไวขึ้น ความไวระดับ 1ใน1000วินาที เรียกได้ว่าแทบจะทันทีที่เรามีการสั่งงานลงไป อุปกรณ์ที่รับคำสังจะสามารถตอบสนองเราได้โดยไม่รู้สึกถึงความหน่วงเลย

 

โดยจะไม่ได้จำกัดแค่การใช้งานกับอุปกรณ์ Smart Phone, Tablet หรือ Computer แต่จะหมายถึง อุปกรณ์ในยุคนี้ทั้งหมด จะถูกเปลี่ยนแปลงให้รองรับการใช้งาน Data ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นยุคแห่ง IOT  และเมื่ออุปกรณ์ต่างๆ สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ จึงเกิดเป็น Big Data และนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี AI อย่างก้าวกระโดดตามมา

เคยมีคำกล่าวเอาไว้ว่า ทุกสิ่งที่มนุษย์จินตนาการได้ สุดท้ายแล้วมนุษย์จะสามารถสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาได้จริงๆ ดังนั้น ไม่ว่าเราจะจินตนาการอะไรอยู่ตอนนี้ ในที่สุด มันก็น่าจะกลายเป็นจริงในที่สุด รวมไปถึงเทคโนโลยีที่เรียกว่า 6G

©2021 PadaAcademy. All right reserved.

คอนเนคชั่น,สร้าง Connection,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง,สมาคมตำรวจ,หลักสูตร Mini MBA ระยะสั้น,

PADA Academy

ระยะสั้น,หลักสูตรสําหรับผู้บริหาร,หลักสูตรนักบริหารระดับสูง
,หลักสูตรสําหรับผู้บริหาร,หลักสูตรนักบริหารระดับสูง
คอนเนคชั่น,สร้าง Connection,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง,สมาคมตำรวจ
ผู้บริหารยุคใหม่,เพื่อนตำรวจ
หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง,สมาคมตำรวจ,หลักสูตร Mini MBA ระยะสั้น